เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเครื่องปั่นไฟ (Generator Set) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของระบบสำรองไฟที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยที่หลักการของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า คือ “การเปลี่ยนแปลงพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า” โดยอาศัยการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กตามหลักการของ ไมเคิล ฟาราเดย์ ที่ว่า เมื่อมีสนามแม่เหล็กที่ผ่านขดลวดตัวนำมีการเปลี่ยนแปลงจะมีจะมีการเหนี่ยวนำให้มีกระแสไฟฟ้าในขดลวดตัวนำนั้น ซึ่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือ ชนิดกระแสตรงเรียกว่า ไดนาโม (Dynamo) และชนิดกระแสสลับเรียกว่า อัลเตอร์เนเตอร์ (Alternator)

สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมนั้น โดยมากจะเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชนิดกระแสสลับ ซึ่งมีทั้งแบบ 1 เฟส 2 สาย และแบบ 3 เฟส 4 สาย โดยมีทั้งแบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์หลัก ได้แก่ เครื่องยนต์ (Engine) ไดร์ปั่นไฟ (Alternator) และชุดควบคุม (Controller) ซึ่งทุกส่วนจะถูกประกอบรวมกันเป็นชุดเดียว เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในระบบจะมีชุดควบคุมสำหรับสั่งการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์สำหรับเลือกแหล่งจ่ายไฟ หรือที่เรียกว่า ATS (Automatic Transfer Switch) ซึ่งทำหน้าที่สลับการจ่ายไฟระหว่างไฟฟ้าหลักและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุขัดข้องหรือไฟฟ้าดับ ระบบจ่ายไฟสำรองจะเข้ามาทำงานแทน เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภายในอาคารยังสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามีบทบาทสำคัญในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ที่จำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เครื่องสูบน้ำดับเพลิง ระบบสัญญาณแจ้งเตือนเพลิงไหม้ ระบบสื่อสาร ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง และระบบลิฟต์ เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้หรือระบบจ่ายไฟฟ้าหลักเกิดความเสียหาย
การขัดข้องของระบบไฟฟ้าอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านการสูญเสียรายได้ การหยุดชะงักของกระบวนการผลิต และการลดประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องติดตั้งระบบจ่ายไฟสำรองในสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น ศูนย์คอมพิวเตอร์ โรงพยาบาล ฟาร์ม โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารที่พักอาศัย เป็นต้น

จากบทความเราจะได้ทราบแล้วว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะทำงานด้วยการเปลี่ยนพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า จึงเกิดกระแสไฟขึ้นมา ภายในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะมีอุปกรณ์หลักอยู่ 3 อย่างคือ เครื่องยนต์ ไดร์ปั่นไฟ และชุดควบคุม
